การตรวจโควิดแบบ Rapid test และ PCR ต่างกันอย่างไร

หลังจากการเห็นชอบของกระทรวงสาธารณสุข ในเรื่องการอนุญาตให้ใช้ชุดตรวจหาเชื้อ Covid19 ที่สามารถออกขายให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้ในการตรวจเชื้อเองที่บ้าน จึงทำให้มีข้อมูลของชุดตรวจออกมาหลากหลายข้อมูลด้วยกัน ซึ่งหนึ่งในเรื่องที่ผู้กำลังจะใช้ชุดตรวจหาเชื้อควรรู้ คือ รูปแบบของชุดตรวจ Rapid test และรูปแบบการตรวจ PCR ที่มีความแตกต่างกัน เพื่อให้คุณสามารถใช้ชุดตรวจได้อย่างถูกต้องและเข้าใจต่อวิธีการตรวจทั้ง 2 รูปแบบนี้มากขึ้น

ทำความรู้จักกับการตรวจโควิดในแต่ละแบบให้มากขึ้น

ก่อนที่คุณจะเลือกซื้อชุดตรวจ Rapid test มาใช้งาน เรื่องที่คุณควรทำความเข้าใจ คือ การใช้ชุดตรวจเองที่บ้านแบบ Rapid test มีกี่รูปแบบและการตรวจด้วย PCR จะมีความแตกต่างกับ Rapid test อย่างไร? ที่สำคัญคือการตรวจทั้ง 2 แบบนี้จะสร้างความมั่นใจได้มากแค่ไหน? ซึ่งคุณสามารถติดตามต่อได้จากข้อมูลเหล่านี้

1.Rapid test

ชุดตรวจ Rapid test หรือ Rapid test Antigen เป็นการตรวจแบบรวดเร็วและเป็นการตรวจเชื้อในระดับเริ่มต้นด้วยการ  Swab หรือการเก็บสารคัดหลั่งภายในจมูกตรงบริเวณที่เหมาะสม เพื่อนำสารนี้ไปตรวจดูการติดเชื้อ เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงและรู้สึกสงสัยว่าอาจติดเชื้อแล้ว เพราะเริ่มมีอาการของโรค จะช่วยให้ผลที่แม่นยำหลังการติดเชื้อมาแล้ว 5-14 วัน โดยจะแยกออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ Rapid Antigen Test และ Rapid Antibody Test  ที่มีรายละเอียดแตกต่างกัน ดังนี้

  • Rapid test Antigen การตรวจโดยวิธีนี้จะเป็นการ Swab เก็บสารคัดหลั่งผ่านทางจมูก หรืออาจจะมีการเก็บจากช่วงลำคอและบริเวณอื่น ๆ ที่มีสารคัดหลั่ง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับชุดตรวจในแต่ละแบบ ให้ผลที่แม่นยำประมาณ 90% แต่ถ้าเชื้อไวรัสมีอยู่ในตัวน้อยก็อาจจะไม่พบ ดังนั้นจึงต้องมีการตรวจในรูปแบบ RT-PCR ซ้ำอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ
  • Rapid Antibody Test  เป็นการตรวจในรูปแบบของผู้ที่เคยติดเชื้อมาแล้ว ทำการรักษาจนหายดี จึงจำเป็นต้องกลับมาตรวจใหม่อีกครั้ง เพื่อดูว่าภูมิคุ้มกันที่มีต่อเชื้อโควิดเป็นอย่างไรและยังคงติดเชื้ออยู่หรือไม่ แต่การตรวจในรูปแบบนี้จะต้องใช้การเจาะเลือด แต่ก็อาจจะมีความคลาดเคลื่อนได้สูงเช่นกัน ดังนั้นจึงต้องมีการตรวจซ้ำที่โรงพยาบาลใหม่อีกครั้ง

สำหรับการอนุญาตให้สามารถซื้อชุดตรวจโควิดมาใช้เองที่บ้าน จะเป็นเพียงแค่ชุด Rapid test Antigen เท่านั้น ส่วนในชุดของ Rapid Antibody Test  จะอนุญาตให้ใช้แค่เพียงในสถานพยาบาลทั่วไป เพราะจะต้องใช้วิธีการตรวจที่ค่อนข้างละเอียดและมีขั้นตอนที่ต้องทำอย่างแม่นยำ ไม่เช่นนั้นการอ่านค่าอาจจะมีความคลาดเคลื่อนได้  สำหรับการเก็บรักษาชุดตรวจโควิดควรอยู่ในอุณหภูมิ 2-30 องศาเซลเซียส ห้ามอยู่ในที่อุณหภูมิสูงมากกว่านี้ เพราะอาจจะทำให้น้ำยาใช้ไม่ได้ผลและจะต้องมีการตรวจสอบวันหมดอายุ เพื่อให้การตรวจเชื้อเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ก่อนทำการตรวจจะต้องเตรียมพื้นที่ให้เหมาะสม ทำความสะอาดให้เรียบร้อย และถ้ายังไม่ใช้ชุดตรวจห้ามฉีกหรือเปิดฝาชุดตรวจออกมาสัมผัสอากาศเด็ดขาด ก่อนการตรวจควรงดการดื่มน้ำและอาหารประมาณ 30 นาที ถ้ามีปัญหาเรื่องเลือดกำเดาออกที่ไม่เกินไปกว่า 24 ชั่วโมง ควรเลื่อนการตรวจออกไปก่อน หรือเลือกตรวจเพียงเฉพาะจมูกด้านที่ไม่มีเลือดกำเดา แต่ทางที่ดีที่สุดควรให้เลือดกำเดาหยุดไหลเกิน 24 ชั่วโมงแล้วจึงค่อยตรวจใหม่อีกครั้ง จึงจะมีประสิทธิภาพมากกว่า

2.PCR

การตรวจแบบ PCR หรือ Polymerase chain reaction ซึ่งในบางที่อาจจะเรียกว่า RT-PCR จะเป็นการเก็บเชื้อที่ด้านหลังของโพรงจมูกหรือช่วงลำคอด้วยการ Swab เช่นเดียวกับ Rapid test และจะต้องรอเวลาประมาณ 10-30 นาทีเหมือนกัน แต่การนำเชื้อไปตรวจจะทำผ่านห้องปฏิบัติการเท่านั้น ซึ่งจะเป็นวิธีที่ค่อนข้างได้มาตรฐานมากสำหรับการตรวจหาเชื้อ covid-19 เพราะจะถูกใช้แค่เฉพาะในสถานพยาบาลที่ได้รับมาตรฐานและผ่านการทดสอบมาแล้วว่าสามารถตรวจหาเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องผ่านการตรวจสอบจากผู้ชำนาญการเท่านั้น

ลักษณะของการตรวจหาเชื้อจะคล้ายกับการตรวจโรค SARS มีการใช้กรดนิวคลีอิกมาทำการตรวจสอบแล้วขยายข้อมูลด้านพันธุกรรมจากเทคนิค PCR ที่จะทำให้การตรวจเชื้อแน่ชัดว่าติดจริงหรือไม่? ซึ่งการตรวจเชื้อในรูปแบบนี้จะตรวจได้ตั้งแต่เชื้อตั้งต้นอย่าง SARS-CoV-2 ที่ถือว่าเป็นต้นเหตุของโรคโควิด 19 จึงถือว่าเป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูงมากเลยทีเดียว ดังนั้นผู้ที่ตรวจขั้นต้นด้วย Rapid test Antigen แล้ว ควรได้รับการตรวจแบบ PCR ซ้ำอีกครั้ง เพื่อทำให้คุณมั่นใจได้ว่า ปลอดเชื้อแล้วจริง ๆ

ความแตกต่างของการตรวจ Rapid test และ PCR คืออะไร

สำหรับการตรวจหาเชื้อ Covid-19 แบบ Rapid test และ PCR จะมีความแตกต่างกันในหลากหลายด้าน ทั้งยังมีประสิทธิภาพในการตรวจสอบที่มีความแม่นยำต่างกัน โดยความแตกต่างที่กล่าวถึงนี้ คือ

1.ระยะเวลาการรู้ผล

ชุดตรวจหาเชื้อแบบ Rapid test ให้ผลอย่างรวดเร็วในระยะเวลา 15-30 นาที แต่ชุดตรวจ PCR จะเป็นการตรวจหาเชื้อภายในห้องปฏิบัติการที่ต้องใช้เวลา 1-3 วัน จึงจะรู้ผลที่แน่ชัด

2.การตรวจหาเชื้อ

ชุดตรวจแบบ Rapid test จะมีไม้ที่ใช้ในการสอดเข้าจมูก, แท่งตรวจสอบ, น้ำยาตรวจหาเชื้อ และคู่มือการใช้งานให้อย่างครบถ้วน คุณจึงสามารถทำได้ด้วยตัวเองแบบง่าย ๆ ที่บ้าน ส่วนการตรวจแบบ PCR จะใช้เพียงแค่ก้านไม้เพื่อ Swap จมูกและน้ำยาในการตรวจสอบ แต่ผู้ที่จะตรวจหาเชื้อต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในห้องปฏิบัติการเท่านั้น

3.ความแม่นยำ

การตรวจสอบด้วย PCR จะให้ผลที่ค่อนข้างแม่นยำสูงกว่า เพราะเป็นการตรวจสอบจากห้องปฏิบัติการที่มีขั้นตอนค่อนข้างละเอียด ดังนั้นจึงสามารถนำผลมายืนยันต่อที่ทำงานหรือสถานพยาบาลต่าง ๆ เพื่อการรักษาตัวต่อไปได้ แต่การตรวจแบบ Rapid test จะเป็นการตรวจที่เร็วและแม่นยำ ใช้ได้เพียงแค่การตรวจหาเชื้อเบื้องต้น ไม่สามารถนำไปยืนยันใด ๆ ได้

4.การไปตรวจ

สำหรับผู้ที่ต้องการไปรับการตรวจแบบ PCR จำเป็นจะต้องเดินทางไปสถานพยาบาล ที่ได้รับอนุญาตให้มีการใช้วิธีนี้ตรวจสอบหาเชื้อเท่านั้น แต่สำหรับการใช้ Rapid test ที่บ้าน เพียงแค่สั่งซื้อผ่านรูปแบบออนไลน์ จะมีชุดตรวจส่งถึงหน้าบ้านหรือการไปซื้อที่ร้านขายยาโดยตรง แล้วนำกลับมาตรวจสอบหาเชื้อของตนเองที่บ้านได้ โดยไม่ต้องเสี่ยงต่อการติดเชื้อนอกบ้าน

5.ราคาการตรวจ

ราคาของการใช้ชุดตรวจ Rapid test จะเริ่มต้นที่ชุดละ 400 บาท โดยจะมีวิธีแนะนำการใช้งานอย่างละเอียดให้กับผู้ที่ซื้อไปใช้ตรวจเชื้อ แต่สำหรับการตรวจด้วย PCR จะต้องเสียค่าตรวจตั้งแต่ 2,500 บาทไปจนถึง 4,000 บาทเลยทีเดียว

6.ข้อเสียของการตรวจ

สำหรับข้อเสียของการตรวจหาเชื้อ Covid 19 ทั้ง 2 แบบ จะมีดังนี้

  • การตรวจด้วย Rapid test จะไม่เป็นผล ถ้าผู้ใช้ไม่เข้าใจต่อขั้นตอนอย่างแท้จริง ใช้ผิดเพียงแค่ขั้นตอนเดียวจะไม่สามารถให้ผลที่แม่นยำได้ เท่ากับว่าชุดตรวจนี้เสียเปล่าทันที
  • ก่อนการใช้ชุดตรวจ Rapid test ต้องทำความสะอาดมือและพื้นที่ในการตรวจให้ดี เพราะถ้ามีการปนเปื้อนขณะใช้ชุด Rapid test อาจเกิดเป็นผลบวกที่ทำให้ผู้ใช้รู้สึกกังวลมากขึ้น
  • การตรวจแบบ PCR จำเป็นต้องไปถึงที่ จึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อเพิ่มขึ้น
  • การตรวจแบบ PCR ต้องใช้ระยะเวลาในการจอง ซึ่งบางที่ใช้เวลาจองกว่า 1 สัปดาห์ และราคาของการตรวจลักษณะนี้ด้วยตัวเองจะถือว่าสูงมาก  
  • การตรวจ PCR แบบฟรีจากภาครัฐ ประชาชนจะต้องต่อคิวยาวหลายชั่วโมงและมีผู้สนใจเข้ารับการตรวจเป็นจำนวนมากจึงถือว่าเสี่ยงการติดเชื้อเพิ่มขึ้น

แต่ข้อเสียเหล่านี้ถือว่าไม่ใช่อุปสรรค เพราะถ้าเลือกใช้เป็นชุดตรวจ Rapid test แล้วทำตามทุกขั้นตอนอย่างถูกต้องตามคำแนะนำของชุดตรวจในแต่ละยี่ห้อ ย่อมให้ประสิทธิภาพในการตรวจเชื้อได้ดีแน่นอน เพราะชุดตรวจแบบ Rapid test ให้ความแม่นยำสูงกว่า 90% ส่วนการตรวจเชื้อแบบ PCR ถ้ามีการจัดระบบการตรวจที่ดี สถานพยาบาลมีการนัดตรวจอย่างเหมาะสมหรือเป็นบริการตรวจถึงที่ จะช่วยทำให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ที่มาตรวจมากยิ่งขึ้น พร้อมให้ประสิทธิภาพของผลการตรวจที่เชื่อถือได้สูงเลยทีเดียว

คำแนะนำก่อนการตรวจหาเชื้อ Covid 19 ทั้ง 2 รูปแบบ

สำหรับผู้ที่กำลังสนใจจะใช้งานชุดตรวจ Rapid test ที่บ้าน ขอให้คุณดูคำแนะนำ ก่อนการใช้งานดังนี้

  • เลือกช่วงเวลาที่คุณดื่มน้ำและรับประทานอาหารไปแล้วขั้นต่ำที่ 30 นาที ก่อนการใช้ชุด Rapid test
  • ถ้ามีเลือดกำเดาไหล ให้เลื่อนไปใช้วันอื่น
  • ถ้ามีการติดวัสดุใด ๆ ที่จมูก เช่น การเจาะจมูกแล้วใส่จิล ควรถอดทุกอุปกรณ์ออกก่อน
  • ทำความสะอาดพื้นที่ด้วยแอลกอฮอล์ก่อนการตรวจสอบ
  • เมื่อฉีกหรือเปิดผลิตภัณฑ์ออกมาแล้วควรใช้ทันที
  • อุปกรณ์ทุกชนิดที่มากับชุดตรวจ ถ้าใช้แล้วให้ใช้เพียงแค่ครั้งเดียวแล้วทิ้งทันที! การทิ้งควรใส่ภายในถุงแดงที่เป็นถุงสำหรับการทิ้งขยะติดเชื้อโดยเฉพาะและแยกถุงทิ้ง เพื่อให้ผู้เก็บขยะได้รู้ว่าเป็นขยะติดเชื้อ เพื่อนำไปสู่การกำจัดอย่างถูกต้อง
  • ล้างมือด้วยน้ำยาทำความสะอาดและเจลแอลกอฮอล์ ก่อนการใช้ชุดตรวจ Rapid test

สำหรับผู้ที่ต้องการไปตรวจด้วยการใช้ PCR ขอแนะนำให้คุณเตรียมตัวก่อนไปถึงสถานพยาบาล ดังต่อไปนี้

  • นัดหมายการตรวจเชื้อด้วย PCR กับสถานพยาบาล แล้วรับวันนัดมาให้ชัดเจน พร้อมไปตรงตามวันและเวลานัดเท่านั้น
  • ถ้ามีการให้ทำแบบทดสอบก่อนการคัดกรอง ควรตอบตามความจริงและใส่ข้อมูลที่เป็นจริงทั้งหมด เพื่อประโยชน์ของตัวคุณเอง
  • ก่อนการไปทำ PCR ควรทำการล้างน้ำมูกและสิ่งสกปรกต่าง ๆ ออกจากจมูกก่อน เพื่อทำให้การ Swap จมูกเป็นไปอย่างง่ายดายและได้ผลที่มีประสิทธิภาพ
  • เมื่อทำการ Swap จมูกจากบุคลากรทางการแพทย์ จะมีการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่ง ด้วยการนำไม้มาแยงเข้าสู่โพรงจมูกด้านหลัง ซึ่งจะทำให้รู้สึกระคายเคือง ดังนั้นผู้ที่จะไปรับการตรวจสอบจึงต้องทำใจในเรื่องนี้ไว้ก่อน
  • ระยะการรู้ผลจะอยู่ที่ 1-3 วัน จึงควรถามทางผู้ให้บริการตรวจเชื้อให้ดีว่าผลจะออกเมื่อใด
  • ถ้าต้องการใบรับรองการตรวจเชื้ออย่างเป็นทางการ ควรระบุไปกับทางสถานพยาบาลตั้งแต่วันจอง
  • การตรวจด้วย RT-PCR ของแต่ละสถานพยาบาลจะแตกต่างกันออกไป จึงควรถามเรื่องขั้นตอนให้ดี เพื่อให้คุณกับสถานพยาบาลเข้าใจตรงกัน

การตรวจเชื้อโควิดทั้ง 2 แบบ คือ Rapid test และ PCR จะมีลักษณะของการตรวจคล้ายคลึงกัน เป็นการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากจมูกทั้งสองด้าน เพื่อการนำมาทดสอบกับน้ำยา แต่จะแตกต่างกันด้วยขั้นตอนของการตรวจเชื้อ Rapid test  มีความสะดวกมากกว่า แต่การตรวจของ Rapid test จะเป็นการตรวจเบื้องต้นเท่านั้น ส่วนรูปแบบ PCR จะเป็นการตรวจภายในห้องปฏิบัติการที่จะให้ผลชัดเจนมากกว่า นอกจากนี้ยังแตกต่างทั้งในเรื่องของค่าใช้จ่าย, การเดินทาง และในอีกหลากหลายรายละเอียดอีกด้วย

ดังนั้นถ้าคุณสนใจจะตรวจหาเชื้อโควิด ให้คุณเข้าใจแบบง่าย ๆ ว่าการตรวจด้วย Rapid test นั้นจะมีความคล้ายคลึงกับ PCR และสามารถให้ผลแม่นยำแบบเดียวกับ PCR ได้ถึง 90% แต่จะเป็นแค่การตรวจเบื้องต้นที่คุณจำเป็นต้องไปตรวจแบบ PCR ซ้ำอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ เหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ในจุดเสี่ยงหรือมีอาการน่าสงสัย สามารถใช้ชุดตรวจ Rapid test ก่อนเพื่อสร้างความรู้สึกสบายใจ และถ้าต้องการผลที่แน่นอน ชัดเจน สามารถติดต่อไปใช้การตรวจแบบ PCR เพิ่มเติม ที่สำคัญคือการตรวจแบบ Rapid test สามารถใช้ได้ทุกเดือนด้วยตัวคุณเองที่บ้านแบบง่าย ๆ